• slide-3


หน้าแรก / สังคมสัมมาชีพ / บ้านอุ่มแสง... ปลุก”เกษตรอินทรีย์” ฟื้นศ.ก.ชุมชน

บ้านอุ่มแสง... ปลุก”เกษตรอินทรีย์” ฟื้นศ.ก.ชุมชน

โดย Admin / 09.08.2560

      วิสาหกิจชุมชนบ้านอุ่มแสง ตำบลดู่ อำเภอราศีไศล จังหวัดศรีสะเกษ โดยได้ พัฒนาการมาจาก”ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง”ที่ได้ดำเนินการก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2547แต่เดิมชาวบ้านอุ่มแสงมีอาชีพทำนาข้าวเป็นอาชีพหลัก เฉกเช่นชุมชนอื่นทั่วๆไป ซึ่งเป็นการทำนาแบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ปุ๋ยและสารเคมี ซึ่งนอกจากจะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงแล้ว ในทางกลับกันราคาขายกลับต่ำจึงทำให้ชาวบ้านมีรายได้น้อยและยังส่งผลต่อสุขภาพอีกด้วย  ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านอุ่มแสงจึงรวมตัวกัน ตั้ง”ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านอุ่มแสง”ขึ้นมา ดำเนินการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต อันเป็นการพึ่งตนเองตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รวมทั้งส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่มทำการเกษตรด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจะช่วยรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์  และยังให้ความสำคัญต่อสุขภาพของผู้ผลิต ผู้ใช้และผู้บริโภคควบคู่กันไปด้วย  ในช่วงเริ่มก่อตั้งมีสมาชิกเข้าร่วมเพียง 74 คนเท่านั้น แต่ใน ปัจจุบันมีสมาชิกถึง 1,258 ราย และยังสามารถระดมเงินกองทุนได้มากถึง 608,000 บาท โดยได้จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนไปพร้อมๆกับ”วิสาหกิจชุมชนกลุ่มปุ๋ยอินทรีเกษตรทิพย์”  ภารกิจหลักที่สำคัญที่สุดของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอุ่มแสง คือ การผลิตข้าวอินทรีย์โดยผสมผสานกระบวนการผลิต การตลาด และการจัดการต่างๆทั้งหมด เข้าด้วยกันประกอบด้วย

  1.  เน้นผลิตปุ๋ยให้เพียงพอต่อการปลูกข้าว
  2. ประสานความร่วมมือกับสมาคมการเกษตรอินทรีย์ไทยและบริษัทไบโออะกริเสิร์ช ไทยแลนด์ (Bioagricert) เพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องระบบเกษตรอินทรีย์สากลรวมทั้งเพื่อส่งออก และเพื่อให้รู้เท่าทันสถานการณ์การค้าข้าวของโลก
  3. พัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ข้าวเกษตรอินทรีย์ไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและในระดับสากล เช่น สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI Geographical Indication) ผลิตภัณฑ์อินทรีย์ไทย (Organic Thailand) USDA Fairtrade การรับรองผลิตภัณฑ์อาหารและออร์กานิค อเมริกา  EU –NOP   มาตรการระบบเกษตรอินทรีย์ของสหภาพยุโรป รวมทั้งมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย และการรับรองมาตรฐานหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล

     ในแต่ละปีวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวบ้านอุ่มแสง จะรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิกผลิตเป็นข้าวอินทรีย์ชนิดต่างๆประกอบด้วย ข้าวหอมมะลิ 105 ข้าวมะลิแดง ข้าวมะลินิล ข้าวเหนียวดำ ข้าว ไรซ์เบอรี่ และข้าวชัยนาท 1 สนองความต้องการของตลาดแบ่งสัดส่วนผลิตป้อนตลาดในประเทศ 30% ที่เหลือ 70% ผลิตเพื่อส่งออก  นอกจากจะเปลี่ยนวิถีแบบเดิมๆจากปลูกข้าวทั่วๆไปมาเป็นข้าวอินทรีย์แล้ว วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวบ้านอุ่มแสง ยังลงทุนซื้ออุปกรณ์และสถานที่ใช้สำหรับในการแปรรูปพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์จากข้าว มาเป็นสินค้าใหม่ๆ เช่น ชาข้าวไรซ์เบอรี่ น้ำมันรำข้าว ขนมคุกกี้ เป็นต้น ตลอดเวลา3 ปี ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2556 –2558 วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวบ้านอุ่มแสง สามารถผลิตข้าวอินทรีย์ปริมาณเพิ่มขึ้นทำให้รายได้จากการขายก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวทุกปี มีผลกำไรอย่างต่อเนื่องนับว่าเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดด  ทั้งนี้ผลกำไรที่ได้ก็จะนำมาปันผลให้กับสมาชิกในวงเงิน 15% ของกำไรทั้งหมดและยังใช้ในการบริการสมาชิกด้านอื่นๆ เช่น ประกันความเสี่ยง สมทบสวัสดิการของกลุ่มฯ สมทบทุนเพื่อสาธารณประโยชน์ของชุมชน ทุนการศึกษาของบุตรหลานสมาชิก  เป็นต้น
     นอกจากนี้ยังนำรายได้ที่องค์กร Fair trade สนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายในการสำรวจแปลงนาให้เป็นไปตามมาตรฐานจัดตั้งเป็นกองทุนเมล็ดพันธ์และปุ๋ย  และใช้ในการผลิตน้ำดื่ม รวมทั้งสาธารณกุศลในชุมชน อาจจะกล่าวได้ว่า รายได้จากการขายข้าวของวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวบ้านอุ่มแสง นอกจากจะทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของชุมชนและท้องถิ่นแล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างรายได้ของสมาชิกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการผลิตในระบบปกติทั่วๆไป  สะท้อนจากส่วนต่างที่ได้การขายข้าวตันละ 4,000 บาท โดยข้าวปกติทั่วไปขายให้กับรัฐบาลราคาตันละ 11,000 บาท ข้าวอินทรีย์ของวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ สามารถขายได้ตันละ 15,000บาท  ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยของสมาชิกศูนย์ข้าวบ้านอุ่มแสงที่ทำเกษตรอินทรีย์สูงถึง 248,045 บาท/ครัวเรือนต่อปี หรือเท่ากับ 11% ของรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยทั้งปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ 2,065 บาท ต่อครอบครัวต่อปีนับว่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากทีเดียว  ปัจจัยแห่งความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนบ้านอุ่มแสง นอกจากจะมีผู้นำคือ”บุญมี สุระโคตร”ที่เข้มมีวิสายทัศน์ กล้าตัดสินใจ กล้าลงทุนแล้ว ยังมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบสำหรับโครงสร้างองค์กร”วิสาหกิจชุมชนบ้านอุ่มแสง”ประกอบด้วยสมาชิก 1,258 คน มีคณะกรรมการ 17 คน เจ้าหน้าที่อีก 5 คน โครงสร้างการบริหารแบ่งเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายประสานงาน ฝ่ายตรวจสอบแปลงข้าว ฝ่ายรับรองแปลงข้าว

   นอกจากนี้ยังมีกรรมการหลัก จำนวน 112 คน ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงดูแลสมาชิก ในอัตรา 1/10 หรือ 1/12 คน กระบวนการจัดการ เน้นให้ความสัมพันธ์ตามห่วงโซ่ธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำพร้อมกับจัดให้มีกลุ่มวิสาหกิจสนับสนุน ซึ่งมี ”กลุ่มวิสาหกิจพืชหลังนา” เพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิก ที่สนใจปลูกพืชผักต่างๆ”กลุ่มวิสาหกิจเครื่องจักรกล” เพื่อรวมพื้นที่การเพาะปลูกให้สอดคล้องกับความคุ้มค่าในการใช้เครื่องจักรกล อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนวิถีการผลิตจากการใช้ปุ๋ยเคมีมาใช้ปุ๋ยอินทรี แสดงให้เห็นถึงการดำเนินธุรกิจที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น มีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยจิตสำนึกที่ดี แต่เดิมชาวบ้านทำนาข้าวแบบดั้งเดิมใช้ปุ๋ยและสารเคมี ซึ่งจากการตรวจเลือดหาปริมาณสารเคมีในเลือด ในปี 2556 พบชาวบ้านร้อยละ 90 มีปริมาณสารปนเปื้อนสูง แต่ในปัจจุบันตรวจปริมาณสารเคมีปนเปื้อนแทบไม่เจอ

**เหนือสิ่งใดวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวบ้านอุ่มแสง ยังสะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการดำเนินธุรกิจแบบทางเลือก ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจมากขึ้นอีกด้วย

 

.................................................................................................................

ประวัติ บุญมี สุระโคตร (ล้อมกรอบ-ประกอบเรื่อง)

 บุญมี สุระโคตร ปราชญ์เกษตรอินทรีย์

     ย่อมมิอาจปฏิเสธได้ว่า ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวบ้านอุ่มแสง มาจากความร่วมมือร่วมใจของสมาชิก และกรรมการชุมชนทุกคนแต่บุคคลที่มีบทบาทสำคัญอย่างมิอาจปฏิเสธได้คือ “บุญมี สุรโคตร” ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวบ้านอุ่มแสง เส้นทางชีวิตของบุญมีก็เหมือนกับเด็กชนบททั่วๆไปเขาเกิดในครอบครัวชาวนา หลังจากเรียนหนังสือจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 จึงได้ออกมาช่วยทางบ้านทำ แต่ด้วยความขยันขันแข็งและไฝ่ศึกษาหาความรู้จึงได้ศึกษาเพิ่มเติมจนกระทั่งจบมัธยมศึกษาตอนปลายจากศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน ในปี 2558 บุญมี เริ่มหันมาทำนาแบบอินทรีย์เพื่อลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมีโดยน้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ตั้งแต่ปี 2554 เริ่มจากลดรายจ่ายลดต้นทุนการผลิตควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยไม่เผาตอซังข้าวที่เคยทำกันมาแต่จะใช้วิการไถกลบ และหว่านพืชที่สามารถเป็นปุ๋ยอินทรีย์แทนนอกจากนี้ยังร่วมกับเพื่อนบ้านตั้งกลุ่มจัดทำปุ๋ยหมักชีวะภาพสกัดสารจากพืชสมุนไพรเพื่อขับไล่แมลงศัตรูพืชการปรับที่นาให้สม่ำเสมอเพื่อสามารถควบคุมปริมาณน้ำในแปลงนา ปลูกไม้ยืนต้นบริเวณโดยรอบแปลงนา ด้วยสภาพพื้นที่นาของนายบุญมีอยู่นอกเขตชลประทานเขาจึง  ขุดบ่อเพื่อสร้างแหล่งน้ำเพื่อนำน้ำมาใช้ในการทำนามากกว่า1ครั้งต่อปี  จากความมุ่งมั่นพยายามพัฒนากระบวนการทำนามาโดยตลอด จึงส่งผลให้ในแต่ละปี”บุญมี”มีรายได้เพิ่มขึ้น จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วทั้งจังหวัดจึงได้รับเชิญจากจังหวัดต่างๆให้ไปเป็นวิทยากรแนะนำการผลิตข้าวอินทรีย์ และอื่นๆในนาม”กลุ่มเกษตรตกรเกษตรทิพย์” และ”ข้าวตราลุงมี” จนได้รับยกย่องให้เป็นปราชย์ชาวบ้านเรื่องเกษตรอินทรีย์ นอกเหนือจากบทบาทผู้นำเกษตรอินทรีแล้วเขายังได้รับตำแหน่งต่างๆทางสังคมอีกมากมาย โดยดำรงตำแหน่งสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลดู่ กรรมการโรงเรียนหวายคำวิทยาและโรงเรียนบ้านกระเดาอุ่มแสง กรรมการกองทุนหมู่บ้านอุ่มแสง ประธานศูนย์ข้าวชุมชนตำบลดู่ เป็นประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ประธาน OTOP อำเภอราศีไศล รองประธานเครือข่าย OTOP จังหวัดศรีษะเกส ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัดศรีษะเกส ด้านวิสาหกิจชุมชน เป็นต้น. ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนบ้านอุ่มแสง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีผู้นำชุมชนอย่าง “บุญมี สุระโคตร”ผู้ซึ่งนอกจากมีวิสัยทัศน์แล้วยังสามารถแปรวิสัยทัศน์มาเป็นแนวทางปฏิบัติให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ อีกทั้งเป็นคนที่กล้าตัดสินใจ กล้าลงทุนโดยไม่รอการสนับสนุน ศึกษาทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง

**ทั้งหลายทั้งปวงนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้วิสาหกิจชุมชนบ้านอุ่มแสงประสบความสำเร็จอย่างที่เห็นทุกวันนี้


เขียนโดยนายทวี มีเงิน
บรรณาธิการเว็บไซต์มูลนิธิสัมมาชีพ






สังคมสัมมาชีพล่าสุด


บทเรียนฟื้นแม่น้ำอลิซาเบธ หลายวิธีการ ปลายทางเดียว

โดย writer / 20 ต.ค. 2560

...

เรียนรู้ ทักษะชีวิต.... ที่มหาวิทยาลัยชุมชน

โดย admin / 18 ต.ค. 2560

เรียนรู้ ทักษะชีวิต.... ที่มหาวิทยาลัยชุมชน...

ตัวแปรทางธุรกิจ 3 ประการ นักการตลาดต้องห้ามพลาด!

โดย admin / 16 ต.ค. 2560

“ดร.สมฤดี” ตัวแปรทางธุรกิจ 3 ประการ นักการตลาดต้องห้ามพล...

เศรษฐกิจพอเพียง.... ปรัชญาใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์

โดย admin / 16 ต.ค. 2560

เศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญาใหม่ในยุคโลกาภิวัตน์” จัดทำโดย “หอ...